ผิววัยรุ่น (13-19 ปี)
สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่น
แต่วัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคสิว
คือส่วนใหญ่เชื่อว่าสิวเกิดจากความสกปรก
เมื่อเป็นสิวจึงโหมล้างหน้าวันละหลายครั้ง
ที่จริงแล้วการทำความสะอาดผิวมากเกินไปกลับทำให้สิว และสภาพผิวเลวลง
เพราะจะทำให้ขบวนการสร้างเคอราตินของเซลล์ผิวหนังไม่เกิดตามปกติ
การทำความสะอาดผิวหน้าจึงควรทำเฉพาะในเวลาเช้า
-โดยเฉพาะในคนที่ทายารักษาสิวเพื่อล้างเศษยาที่หลงเหลืออยู่ออก
เพราะยาทารักษาสิวที่ทาก่อนนอน (คือ กรดวิตามินเอ) ทำให้ผิวไวต่อแสง
เวลาเย็น – เพื่อล้างครีมกันแดด และเมคอัพ
และล้างหน้าหลังทำกิจกรรมที่ร้อน มีเหงื่อออกมาก
เนื่องจากยาที่รักษาสิวทำให้ผิวหนังได้รับผลเสียจากแสงแดดได้ง่ายขึ้น
คือทำให้เกิดผิวไหม้แดด เกิดรอยด่างดำ และผิวเหี่ยวแก่จากแสงแดด
ผู้ที่รักษาสิวอยู่จึงควรใช้ยากันแดดร่วมด้วย พบว่ายากันแดดที่มีค่า SPF
สูงมากเกินไป มักก่อให้ผิวระคายเคืองและเกิดสิวได้ง่ายขึ้น
และยังมีราคาแพงโดยไม่จำเป็น จึงควรเลือกค่า SPF ให้เหมาะสม เช่น
การโดนแสงแดดตามกิจวัตรประจำวันให้ใช้ SPF 10 หรือ 15
ถ้าต้องออกโดนแดดนานกว่าปกติ (หลายชั่วโมง) อาจใช้ SPF 30
ควรเลือกใช้ยากันแดดที่ไม่ทำให้สิวเห่อ และทาแล้วไม่ปวดแสบปวดร้อน
ผิววัยผู้ใหญ่ตอนต้น (20-29 ปี)
วัยนี้อาจมีปัญหาผิวหน้ามันหรือสิว
ซึ่งมาจากฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
โดยเฉพาะช่วงก่อนหรือหลังการมีประจำเดือนที่ผิวหน้าจะมัน
เป็นสิวและเห็นรอยแดงชัดเจนขึ้น ไม่ควรแกะ แคะหรือบีบสิวใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะอาจเกิดการอักเสบ ติดเชื้อและเกิดแผลเป็นซึ่งแก้ไขได้ยาก
การดูแลผิวพรรณช่วงวัยนี้ต้องให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวให้หมดจด
โดยเฉพาะคนที่แต่งหน้า ควรเช็ดเครื่องสำอางด้วยออยล์ คลีนเซอร์ด้วยสำลี
และล้างหน้าให้สะอาดอย่างแผ่วเบา พร้อมทาครีมบำรุงตาม
สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามันแนะนำให้ทาครีมที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือน้ำหอม
และอย่าลืมทาครีมกันแดด สวมแว่นกันแดด ใส่หมวก หรือกางร่ม
เมื่อไปทำธุระข้างนอก เพราะแสงแดดระหว่าง 8 โมงเช้า - 5 โมงเย็น
เป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ
และริ้วรอยเหี่ยวแก่ที่จะมาเยือนก่อนวัยอันควร
นอกจากนี้ผู้หญิงในวัยนี้เป็นวัยเจริญพันธุ์จึงอาจตั้งครรภ์
ซึ่งปัญหาผิวพรรณของคนท้อง คุณสามารถพลิกไปอ่านลายละเอียดได้ในคอลัมน์
Healthy Skin Q&A ในฉบับเดียวกันนี้
ผิววัยผู้ใหญ่ (30-39 ปี)
ผิวพรรณของสาววัยนี้เริ่มขาดความชุ่มชื้นและไม่เปล่งปลั่งสดใสเหมือนเดิม
ส่วนใหญ่พบว่าผิวเริ่มแห้ง มีริ้วรอยปรากฏบริเวณหางตา
มีปัญหาจุดด่างดำจากกระหรือฝ้าเพิ่มมากขึ้น วิธีถนอมผิวช่วงวัยนี้คือ
การใช้ครีมบำรุงผิวที่มีเนื้อครีมเข้มข้นขึ้น
และทาครีมบำรุงผิวเฉพาะส่วนมากขึ้น เช่น ครีมบำรุงผิวรอบดวงตา
สำหรับพนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานในห้องแอร์
หรือนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำทุกวัน ขอแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ
ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ที่จะทำร้ายผิวให้ดูแก่ก่อนวัย
รวมถึงการทำใจไม่ให้เครียดหรือหน้านิ่วคิ้วขมวด
ที่จะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย ในวัยนี้ผิวจะเริ่มเหี่ยวย่น มีฝ้า มีกระ
หลายคนจึงหันมาใช้เครื่องสำอาง หากไม่ศึกษาวิธีใช้ให้ดีพอ
หรือใช้เครื่องสำอางมากเกินไปอาจเกิดผื่นแพ้เครื่องสำอาง
หรือเกิดสิวจากเครื่องสำอางได้
ผิววัยกลางคน (40-49 ปี)
เป็นช่วงวัยที่ผู้หญิงสูญเสียความมั่นใจและกังวลเกี่ยวกับปัญหาผิวพรรณมาก
ที่สุด เนื่องจากไขมันหล่อเลี้ยงใต้ชั้นผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นลง
ทำให้ผิวไม่อิ่มเอิบ ทำให้เห็นริ้วรอยหรือจุดบกพร่องชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้หญิงช่วงอายุนี้เริ่มเข้าสู่วัยทอง
ทำให้ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลทำให้ผิวแห้ง และแพ้ง่ายมากยิ่งขึ้น
จึงขอแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีเนื้อเข้มข้นทาตอนเช้าและก่อน
นอน เป็นประจำทุกวัน
คุณสมบัติของครีมเข้มข้นเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ลดเลือนริ้วรอยได้ 100%
เหมือนตามภาพยนตร์โฆษณาหรือคำอ้าง
แต่สารที่ให้ความชุ่มชื้นจะช่วยทำให้ผิวอุ้มน้ำได้มาก ทำให้ผิวดูเต่งตึง
ริ้วรอยตื้นขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ถ้าไม่ทาบำรุงเป็นประจำริ้วรอยก็จะปรากฏขึ้นมาใหม่
ผิวผู้สูงวัย (50 ปีเป็นต้นไป)
ในวัยนี้ต่อมไขมันเริ่มทำงานน้อยลง จึงเกิดผิวแห้งได้
ผู้สูงวัยหลายท่านชอบอาบน้ำร้อน นอนแช่ในอ่างอาบน้ำ
ใช้สบู่ที่แรงฟอกตัวมากเกินไป เหล่านี้ล้วนทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
จึงควรเลี่ยงการกระทำดังกล่าว
และอาจใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นทาได้เวลาผิวแห้ง
หากคุณเป็นคนไม่ใส่ในการบำรุงและดูแลสุขภาพผิวพรรณมาก่อน
สภาพผิวหน้าหย่อนคล้อยและริ้วรอยร่องลึกก็จะแสดงปรากฎบนใบหน้าอย่างชัดเจน
อาจใช้เครื่องสำอางในการปกปิดจุดบกพร่อง
เพื่อชะลอความแก่ยังมีการดูแลจำเพาะ ได้แก่
การป้องกันผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายจากแสงแดด
โดยใช้ยากันแดดที่มีประสิทธิภาพดี ใช้เสื้อผ้าปกปิดผิวหนัง
หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแดดจัด การทาครีมกลุ่มกรดวิตามินเอ
ครีมตัวนี้จัดเป็นยาช่วยทำให้ผิวหนังที่ถูกทำลายจากแสงแดดดีขึ้นทั้งในแง่
ความหยาบ รอยย่น และผิวกระดำกระด่าง แต่ต้องใช้ระยะเวลานาน 10-12
เดือนขึ้นไป การทากรดผลไม้
ช่วยให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหลุดลอกทำให้ผิวหนังดูเรียบเนียนขึ้น
ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นตื้นๆ จุดกระดำกระด่าง และลดความแห้งกร้านของผิวหนัง
ปัจจุบันมีการใช้กรดผลไม้อยู่ 2 แบบ คือ ถ้าความเข้มข้นต่ำ เช่น 4-8%
อาจใช้ทาเองที่บ้านได้ แต่ถ้าความเข้มข้นสูง เช่น 30-70%
ต้องให้แพทย์เป็นคนทาให้ โดยทาทิ้งไว้ในช่วงเวลาสั้นๆ นับเป็นนาที ทุก 1–2
สัปดาห์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
สารต้านอนุมูลอิสระ ที่
รู้จักกันแพร่หลายได้แก่ วิตามินเอ ซี อี เบต้าคาโรทีน โคเอนไซม์คิว 10
เป็นต้น เหล่านี้ใช้ทาผิวหนังเพื่อหวังป้องกันและรักษาผิวเหี่ยวแก่
แต่ผลยังไม่แน่นอนนัก การให้ฮอร์โมนทดแทน
พบว่าการให้ฮอร์โมนเพศหญิงแก่หญิงวัยหมดประจำเดือน
ในรูปยาทาหรือยารับประทานอาจทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นดีขึ้น ชุ่มชื้นมากขึ้น
และหยาบกร้านน้อยลง แต่ต้องปรึกษาสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น
จากคลินิกวัยทองก่อนใช้ยาเหล่านี้ การรักษาทางศัลยกรรม ที่นิยมมากได้แก่
การฉีดสารพิษโบทูลินัม
เพื่อลดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อบนใบหน้ามากเกินไป
เช่น บริเวณตีนกา หว่างคิ้ว หรือหน้าผาก ผลการรักษาอยู่ได้ 3-4 เดือน
จึงต้องฉีดซ้ำ นอกจากนั้นก็มีการใช้เลเซอร์
ซึ่งควรทำในคนที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นอันเป็นผลจากอายุและการทำลายของแสงแดด
ที่สำคัญที่สุดนั้น การดูแลผิวในทุกวัยที่ดีที่สุดคือ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ผิวมีสุขภาพดีจากภายใน
เริ่มจากการกินอาหารที่ให้วิตามิน เกลือแร่และกากใยมาก การดื่มน้ำเปล่า
การออกกำลังกายและการพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น
เรื่องโดย : นพ.ประวิตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ด้านโรคผิวหนัง
ที่มาจาก healthtoday
|